[enneagram] ฉันมันคนไทป์9
posted on 19 Oct 2009 19:40 by roxetta
เออ สำรวจตัวเองหน่อย เพราะหลังๆตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยเราสังเกตว่ามีวิธีคิด มองโลกเปลี่ยนไปนิดหน่อย
เลยไปทำ enneagram มาอีกรอบ เว็บเดิมมันล่มไปแล้ว เลยมาทำที่เว็บใหม่ http://www.astrosimple.com/enneagram/
แนะนำสำหรับใครที่มีปัญหากับตัวเอง เชิญไปหาตัวเองดูว่าตัวเองมีวิธีคนแบบมนุษย์ประเภทไหน
เลือกทำ 2 ข้อ 3 ตัวเลือก ได้ไทป์ 4 เหมือนเดิม
แต่พอทำ 180 ข้อ ผลเป็นอย่างนี้
โอ้ ลักษณ์ 5 กับ 9 แซงโค้งมาเลย รองลงมาคือลักษณ์ 4
มีการไปทำในเฟะบุคด้วยนะ (คนมันหมกมุ่น)
ค้นหาและพัฒนาตัวคุณไปกับ Enneagram quiz and the result is ลักษณ์ ๙ นักไกล่เกลี่ย ผู้ประสานไมตรี ตัวเชื่อม กาวใจ
ข้อเด่น: ยอมรับคนอื่น อดทน ฉลาด เข้าอกเข้าใจคนอื่น มีความกรุณา อ่อนโยน ชอบช่วยเหลือ ไม่ตัดสินคนอื่น เปิดกว้าง ข้อด้อย: ก้าวร้าวแบบดื้อเงียบ ดื้อดึง เฉยเมย นิ่งเฉย ไม่มั่นใจในตนเอง ปกป้องตนเอง ใจลอย ขี้ลืม หมกมุ่นย้ำคิด ยอมตามคนอื่นมากไป รายละเอียด http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=292724 (ตอน 42-45)
อันนี้เอารายละเอียดลักษณ์ที่ได้จากที่อื่น
ลักษณ์ ๕ ผู้สังเกตการณ์ ฤาษี นักคิด นักค้นคว้าสำรวจ
* ข้อเด่น: มีความเป็นปรนัยไม่ใช้ความรู้สึก จดจ่อแน่วแน่ ฉลาด มีเมตตา เปิดกว้าง เข้าใจได้เร็ว ไว้วางใจได้ สงบ สนใจใฝ่รู้ เข้าใจอะไรได้ลึกซึ้ง
* ข้อด้อย: ชอบโต้เถียง หยิ่งยโส ตระหนี่ ช่างติ คิดในแง่ลบ ชอบเก็บตัว ดื้อ ตัดสินหรือตำหนิคนอื่น เก็บเรื่องต่างๆไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ แปลกแยกจากคนอื่น
ลักษณ์ ๔ คนโศกซึ้ง ศิลปิน ผู้ใฝ่ความงาม ปัจเจกชน
* ข้อเด่น: เป็นตัวของตัวเอง รับรู้สิ่งต่างๆได้ดี แสดงออกได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนอบอุ่น คอยช่วยเหลือผู้อื่น ประณีต เห็นอกเห็นใจคนอื่น อ่อนโยน มีไหวพริบ
* ข้อด้อย: อารมณ์ไม่แน่นอน เก็บตัว หมกมุ่นกับตัวเอง ขี้อิจฉา เรียกร้องความต้องการทางอารมณ์ รู้สึกเจ็บปวดได้ง่าย วางท่ายโส ซึมเศร้า ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ชอบตามใจตัวเอง
เยอะแยะจริงเชียว
--------------------- ต่อจากนี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับฉัน ท่านไม่ต้องอ่านก็ได้ -------------------------
ตอนนี้เอาเฉพาะไทป์ 9 แล้วกัน ที่คิดว่าตรงกับสถานการณ์ ตรงกับความรู้สึกตัวเองตอนนี้
จาก http://enneagram.esmartweb.com/theory/profilenine.html
แรงจูงใจ
"ไทป์เก้า" แรงจูงใจ มีความสงบในจิตใจ อยู่ท่ามกลางแวดล้อมที่มีแต่ความปรองดอง อนุรักษ์สิ่งต่าง ๆอย่างที่มันเป็น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แรงกดดัน ปัญหา และข้อบังคับ
ในจิตของ "ไทป์เก้า" ราวกับว่ามีใครสักคนกำลังขี่จักรยานในวันที่อากาศโปร่ง อย่างสบายอารมณ์ ทุกสิ่งดูรื่นรมย์ไปทั้งหมด จิตใจของเขาเป็นหนึ่ง ความรู้สึกเป็นตัวตนของพวกเขาได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และพวกเขาจะพยายามรักษาความกลืมกลืนเป็นหนึ่งเดียวนี้ไว้ให้นานที่สุด การเป็นคนรับรู้สิ่งต่างๆทำให้พวกเขาพอใจในสิ่งเป็นเป็นอยู่ แทนที่จะระแวงสงสัยหรือพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นคนที่เปิดใจกว้าง มองโลกในแง่ดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ "ไทป์เก้า" ไม่ยอมรับว่าแท้ที่จริงโลกที่สวยงามก็มีสิ่งยากลำบากที่ต้องการการจัดการอยู่ด้วย พวกเขาอาจปฏิเสธว่ายางแบน และไม่คิดจะซ่อมมันเพราะนั้นหมายถึงการยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น "ไทป์เก้า" ปฏิเสธว่ามีปัญหาอยู่เพื่อมิให้ความสงบในจิตใจของตัวถูกรบกวน พวกเขายอมทุกอย่างเพื่อที่จะได้รู้สึกสงบ ซึ่งบางครั้งนำมาซึ่งความเดือดร้อนของคนรอบข้าง แต่ "ไทป์เก้า" กลับทำเหมือนมองไม่เห็น
ตัวอย่างบุคคล
Abraham Lincoln, Joseph Campbell, Carl Jung, Ronald Reagan, Gerald Ford, Queen Elizabeth II, Princess Grace of Monaco, Walter Cronkite, Walt Disney, George Lucas, Garrison Keillor, Sophia Loren, Kevin Costner, Keanu Reeves, Woody Harrelson, Ron Howard, Ringo Starr, Whoopi Goldberg, Janet Jackson, Nancy Kerrigan, Linda Evans, Ingrid Bergman, Perry Como, Jim Henson, Marc Chagall, Norman Rockwell, "Edith Bunker", "Marge Simpson"
โอ้ ริงโกสตาร์, นอร์แมนร็อกเวล, วอลต์ดิสนี, วูปี้ โกลเบิร์ก และมาร์จซิมสัน รึนี่
(โอ้จีซัส มาร์จซิมสันเนี่ยนะ?)
กับสัญชาตญาณ
"ไทป์เก้า" หลีกหนีแรงขับจากสัญชาตญาณ และความสามารถในการข้องแวะกับสิ่งแวดล้อม พวกเขาสร้างความสงบขึ้นในใจ และระวังไม่ให้สิ่งแวดล้อมมารบกวน ในเวลาเดียวกันก็ระวังไม่ให้แรงขับจากจิตไร้สำนึกมามีอิทธิพลหรือก่อความไม่ สงบขึ้นในใจ ดังนั้นเมื่ออยู่ในระดับดี "ไทป์เก้า" ทำความสมัครสมานกลมเกลียวในเกิดขึ้นรอบตัว อาจโดยทางตรงคือ ปลอบประโลมคนอื่น หรือทางอ้อมโดยการใช้ความคิดสร้างสรร และการสื่อสารซึ่งประทับใจคน นั้นคือ พวกเขาทำประโยชน์ให้สังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีอิทธิพลต่อสังคม เพื่อสนับสนุนความสงบในใจตัวด้วย แต่เมื่อไรที่ "ไทป์เก้า" เข้าสู่ระดับต่ำลง พวกเขาจะทำเพื่อความสงบในใจตัวแต่เพื่ออย่างเดียว หลีกหนีเรื่องน่าหนักใจทั้งปวง หนีกหนีผู้คน และเริ่มมองคนอย่างในอุดมคติของตัว เพื่อจะได้รู้สึกสงบ
โดยพื้นฐานแล้ว "ไทป์เก้า" มองหาความเป็นอิสระส่วนตัว ต้องการที่ว่างส่วนตัวเพื่อที่จะได้มุ่งสู่จุดมุ่งหมายของตัวได้สะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับ "ไทป์แปด" และ "ไทป์หนึ่ง" แต่ "ไทป์เก้า" จะมีปัญหาในการเรียกร้องสิทธิ เพราะกลัวว่าจะเป็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง จึงเก็บกดความต้องการเอาไว้ พวกเขาหาทางออกโดยการ เลิกติดต่อกับคนรอบข้าง หรือมองคนอื่นอย่างที่ใจอยากให้เป็นแทนที่จะมองตัวตนที่แท้จริง เก็บการพัฒนาตนเอาไว้ข้างใน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสงบในใจเอาไว้ ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดี เพราะ พวกเขาจะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเอง และทำอะไรอย่างที่อยากทำได้ดังที่หวังไว้ด้วยวิธีการแบบนี้
ในขณะที่ "ไทป์เก้า" มองคนอื่นอย่างอุดมคติ พวกเขามองตัวเองอย่างดูถูกด้วย พวกเขายกสิ่งที่ตนอยากมีแต่ไม่มีให้เป็นสิ่งที่คนอื่นมีไปหมด พวกเขามองว่าคนอื่นมี ความเข้มแข็ง ความกล้าเรียกร้องสิทธิ ความมั่นใจในตัวเองกันทุกคนในขณะที่ตนไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สีกกังวลเพราะไม่ค่อยใส่ใจตัวเองสักเท่าไร สิ่งที่พวกเขาจดจ่อก็คือข้อดีของคนอื่น ๆ "ไทป์เก้า" แต่ละคนจะมีสิ่งที่ตนให้ค่าต่างกัน แต่พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่แสวงหาคนที่มีสิ่งที่ตนให้ค่า และคิดว่าตัวเองขาดไปอยู่ พฤติกรรมนี้ "ไทป์เก้า" อาจไม่รู้ตัว แต่พวกเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองบูชาใครสักคนอยู่เสมอ แต่มักถูกใจคนที่ดูกล้าเรียกร้องสิทธิ หรือกระตือรือร้น จิตไร้สำนึกของพวกเขาต้องการจะเป็นหนึ่งเดียวกับเขาเหล่านั้น เพื่อจะได้รับเอาสิ่งที่ตนขาดไป การที่ต้องยึดคนอื่นเป็นแบบนี้ ทำให้ตัวตนของพวกเขาถูกสร้างขึ้นอย่างอ่อนแอ และไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ความสงบภายในจิตใจกลายเป็นสิ่งเดียวที่มีจูงใจเขา
ในขณะที่ "ไทป์เก้า" มองคนอื่นอย่างอุดมคติ พวกเขามองตัวเองอย่างดูถูกด้วย << แค่ประโยคแรกก็อิมแพคโต้อย่างรุนแรง และก็ทิ่มแทงกันต่อไปในประโยคต่อๆมาจนจบ 
"ไทป์เก้า" ในระดับดีเท่านั้นที่รู้จัก เลือกทางที่ตัวเองอยากเป็น และทำสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตัวเอง ในขณะที่ในระดับปานกลาง พวกเขาเฉื่อยชา พวกเขายังคงมีไฟอยู่ภายใน แต่ใช้ไปกับการต่อต้านความจริง พวกเขาใช้พลังไปกับการป้องกันเขตแดนสองอย่าง อย่างหนึ่งคือกันสิ่งแวดล้อมไม่ให้มากระทบจิตใจที่สงบอยู่ภายในตัว และสองคือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในใจด้วย อาทิ ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด หรืออะไรก็ตามที่อาจทำลายความสงบภายในจิตใจ สิ่งที่ตามมาก็คือ "ไทป์เก้า" ต้องชดใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อรักษาเขตแดนสองอย่างนี้ไว้ พวกเขาไม่อาจรักใครได้ หากไม่สร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา และนั้นต้องการการรบกวนความสงบภายในใจ ต้องการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ขมขื่น "ไทป์เก้า" มักสนใจหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตน การสัมมนาเชิงจิตวิทยา หรือคอร์สฝึกตนต่าง ๆ แต่จะเลือกสนใจอันที่สอนให้เราสบายมากกว่าลำบาก คือเลือกเอาแต่สิ่งที่ตรงใจตัว << ว้ากกกก กำลังทำอยู่นี่หว่า!
ปัญหาของการกดเก็บและความก้าวร้าว
ไทป์ในกลุ่มสัญชาตญาณล้วนแล้วแต่มีปัญหาเรื่องการกดเก็บบางอย่าง พวกเขาชดเชยสิ่งหนึ่งมากเกินไปจนขาดสิ่งหนึ่งไป สำหรับ "ไทป์เก้า" พวกเขากดเก็บความต้องการเรียกร้องสิทธิของตนเสีย เพื่อแลกกับความปรองดอง การเก็บกดอาจรุนแรงมากจนตัวตนของเขาไม่ทำงาน อาจไม่นับตัวเองเป็นมนุษย์ อาศัยคนอื่นตลอดเวลา หรืออยู่ในโลกมายา พวกเขาตัดขาดจากความเป็นจริงเพื่อความสงบในจิตใจ
อาจไม่นับตัวเองเป็นมนุษย์! อาศัยคนอื่นตลอดเวลา! นี่ฉันเป็นพยาธิหรือไงบร๊ะ T[]T ทำไมนักวิชาการเขียนอะไรน่าเศร้าน่าสมเพชอย่างนี้!
การรักสงบไม่ผิด แต่ในระดับล่าง ๆ "ไทป์เก้า" รักษามันมากเกินไป พวกเขายอมทุกอย่าง และไม่เห็นว่าบางทีคนเราก็ควรต่อสู้บ้าง พวกเขามองว่าการเรียกร้องสิทธิคือความก้าวร้าว และมันบ่อนทำลายมิตรภาพ พวกเขากลัวความรู้สึกอยากเรียกร้องสิทธิ เพราะมันเป็นเสมือนคลื่นยักษ์ ที่รบกวนความสงบของใจ เมื่อถึงระดับหนึ่ง "ไทป์เก้า" รู้สึกว่าตนปราศจากความก้าวร้าว แต่ที่จริงความรู้สึกก้าวร้าวไม่ได้หายไปไหน มันยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของ "ไทป์เก้า" อยู่ดี พวกเขาแก้ปัญหาเรื่องความก้าวร้าวของตัวเองด้วยการเมินเฉยมัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาแสดงความก้าวร้าวออกมา พวกเขาจะปฏิเสธว่ามันเป็นความก้าวร้าว ความสงบในใจที่ตนพยายามรักษาไว้บางทีก็คือการหลอกตัวเอง พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่ตนรักษาความสงบของใจไว้ ตนได้แยกตัวเองออกจากตัวเอง และความเป็นจริง การเฉื่อยชา การปฏิเสธ และการทำไม่สนใจคนรอบข้าง แท้ที่จริงคือการก้าวร้าวเงียบ "ไทป์เก้า"ก้าวร้าวกว่าที่ตนคิด และความก้าวร้าวนั้นทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วย
ปัญหาของการระลึกตัวและความเป็นเอกเทศ
ที่จริงแล้ว "ไทป์เก้า" เป็นตัวของตัวเอง และมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง ทั้งที่บางทีพวกเขาไม่คิดอย่างนั้น ถ้าหากเขาเมินเฉยต่อจุดนี้ และไม่สร้างความปรองดองอย่างแท้จริงกับคนรอบข้าง พวกเขาจะลำบากเพราะการหลงอยู่ในอุดมคติว่าสิ่งรอบตัวมีแต่ความปรองดองนั้นเป็นเพียงมายาที่ใช้ไม่ได้ผล ในระดับเสื่อมที่สุด "ไทป์เก้า" เป็นคนที่น่ารำคาญ และเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังเกตได้ยากเพราะดูเหมือน "ไทป์เก้า" จะทำอะไรเพื่อคนอื่น พวกเขาเห็นแก่ตัวในรูปแบบของ การยอมแลกเอาทุกอย่างกับความรู้สึกสงบภายในใจ พวกเขาหลีกเลี่ยง ความกังวลใจ ความก้าวร้าว เรื่องตื่นเต้น หรือความรู้สึกอะไรก็ตามที่ทำให้ไม่รู้สึกสงบ ทุกวิถีทาง แม้แต่การตัดขาดคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ตัวเอง การยึดติดสันติภาพเขากับการที่สมองต้องปลอดโปร่งไร้กังวล ทำให้พวกเขาสูญเสียความสามารถในการจัดการชีวิต พวกเขาล่องลอยไร้เป้าหมาย การตัดสินใจไร้ประสิทธิภาพ นำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้ใจไม่สงบเพิ่มขึ้นอีก นานเข้าสิ่งที่เขาทำลงไปจะบังคับให้เขาต้องยอมรับความเป็นจริงมากขึ้น แต่ในระดับเสื่อม "ไทป์เก้า" ไม่มีพลังพอที่จะปรับปรุงอะไรได้อีกแล้ว
ในระดับดี "ไทป์เก้า" เป็นคนที่มีความสุขมาก พวกเขาเป็นฝ่ายรับความเป็นจริง มองคนรอบข้างอย่างที่พวกเขาเป็น ความสงบในใจของพวกเขามั่นคงพอที่จะรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลกของความ เป็นจริงได้ เติบโตและเป็นตัวของตัวเอง แต่เมื่อไรก็ตามที่ "ไทป์เก้า" เริ่มแสวงหาความสงบด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม พวกเขาจะเริ่มกลัวการเปลี่ยนแปลง คิดเข้าข้างตัวเอง และไม่จัดการกับความเป็นจริง เข้าสู่ระดับเสื่อมในที่สุด
ทำไมไม่รู้ รู้สึกว่าตัวเอง เสื่อม อยู่ 
ระดับจิตใจ มีตั้งแต่ 1-9 ของแต่ละลักษณ์ ระดับ 1 คือเป็นระดับที่ดี สร้างสรรค์ ส่วนระดับ 9 คือระดับเสื่อมสุด
ฉันคิดว่า ฉันกำลังอยู่ระดับ 7 ของไทป์ 9
ระดับเจ็ด "พรมเช็ดเท้า ผู้ปฏิเสธ" << แอ๊ ทำไมชื่อระดับมันฟังดูแย่อย่างนั้น
ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะเผชิญปัญหา และการกระทบกระทั้ง พวกเขาไม่ยอมรับว่าปัญหามีอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือเจ็บปวดใจ พวกเขาคงความสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ในจินตนาการ พวกเขาดื้อรั้นและเพิกเฉยต่อการกดดันให้ปรับปรุงอย่างสิ้นเชิง บางครั้งปัญหาเป็นเรื่องที่แก้ได้ง่าย ๆแต่ "ไทป์เก้า" กลับไม่ยอมทำอะไรกับมัน
(ก็รู้สึกว่าเปลี่ยนตัวเองมันยากนี่หว่า)
พวกเขาทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการป้องกันตัวให้พ้นจากความเป็นจริงทิ่มแทงตน ยากที่ใครจะเจอเข้าถึงตัว "ไทป์เก้า" เพื่อแก้ไขพฤติกรรมนี้ ราวกับว่า "ไทป์เก้า" ปิดประตูกั้นโลกส่วนตัวของเขาเอาไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง จากคนที่เคยเปิดเผยกลายเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก พวกเขาจะโกรธใครก็ตามที่พยายามบังคับให้เขาทำอะไรก็ตาม แต่วิธีเดียวที่ "ไทป์เก้า" ใช้ในการแสดงความโกรธ คือการปิดกั้นคนอื่นไม่ให้เข้าหามากขึ้น การต่อต้านอย่างเงียบจัดเป็นความก้าวร้าวรูปแบบหนึ่งซึ่ง "ไทป์เก้า" ใช้ตลอด ยกเว้นบางคราวที่ความโกรธถูกยับยั้งไว้ไม่ทัน
(พวกเขาจะโกรธใครก็ตามที่พยายามบังคับให้เขาทำอะไรก็ตาม << จริงที่สุด)
โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์เก้า" ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็น"พรมเช็ดเท้า" ของคนทั่วไป พฤติกรรมที่ชอบลดบทบาทตัวเอง กลายเป็นการยอมให้ตัวเองถูกหลอกใช้ ด้วยความที่กลัวจะขัดแย้งกับคนอื่น หรือกลัวเสียเพื่อน (พวกเขามีความนับถือตัวเองต่ำ) พวกเขาจึงไม่ใคร่จะป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกใช้ แม้ว่า "ไทป์เก้า" จะโกรธอย่างยิ่งเมื่อถูกหลอกใช้ พวกเขาก็จะเก็บกดความโกรธทั้งหมดเอาไว้ เพราะไม่ต้องการให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นมีทำลายสมดุลของจิตใจ และตัวตนของเขา
อาการเก็บกดนี้ทำให้ "ไทป์เก้า" อ่อนล้ามาก พวกเขาซึมเศร้า สับสน และทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่มีกะใจที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรให้กับตัวเองได้เลย และเนื่องจาก "ไทป์เก้า" ขาดความสามารถในการตัดสินใจที่จะทำอะไรให้กับตัวเอง พวกเขากลายเป็นคนที่เมินเฉยต่อหน้าที่ทั้งต่อคนอื่นและตัวเอง ไม่ไปหาหมอเวลาป่วย ไม่สนใจว่าภรรยาหรือลูกจะเจ็บป่วยหรือผิดปกติอะไร ทำงานไม่ได้ถ้ากำลังรู้สึกเศร้า คนรอบข้างที่ต้องพึ่งพา "ไทป์เก้า" จะรู้สึกได้ทันทีว่า "ไทป์เก้า" เป็นที่พึ่งต่อไปไม่ได้อีก การที่จะให้ "ไทป์เก้า" ทำอะไรสักอย่างมันยากเย็นเหลือเกิน
ด้วยเหตุที่ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะรับรู้ความจริงอย่างดื้อร้น ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พวกเขาไม่มีพลัง เพราะใช้มันไปกับการปัดความเป็นจริงให้พ้นตัว แทนที่จะจัดการกับความเป็นจริง ผลก็คือ อาการซึมเศร้า พวกเขาเฉื่อย ต้องพึ่งคนอื่น และทำกิจกรรมได้ไม่กี่อย่าง "ไทป์เก้า" รับแรงกดดันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าเศร้าไปหมด หรือทุกสิ่งต้องอาศัยความกระตือรืนร้นมากเกินกว่าที่พวกเขามี บ่อยครั้งที่คนอื่นจะต้องยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องของ "ไทป์เก้า" แทน เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะเผชิญกับมัน
มิน่าละ แม้แต่วาดรูปยังไม่ค่อยวาดเลยเดี๋ยวนี้
ความขัดแย้งระหว่างบุคคลจะทวีความรุนแรงในระดับนี้ เมื่อความปาดหมางระเบิดขึ้น "ไทป์เก้า" มันจะงงที่พบว่าแท้ที่จริงคนอื่นกำลังมีความคิดในแง่ลบกับตนอย่างมาก พวกเขาไม่รู้ตัวว่า การทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ของเขาได้สร้างความลำบากและบันดาลโทสะให้คนรอบข้าง และเมื่อพวกเขาได้รู้ความจริงว่าตนได้ทำให้คนที่ตนฝากตัวตนเอาไว้ต้องเจ็บปวด พวกเขาจะเกิดความวิตกกังวล และรู้สึกผิดอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหมดอาลัย และการฆ่าตัวตายได้ การกดเก็บในอดีตได้กันพวกเขาไม่ให้รู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิดพลาด และเมื่อได้รู้ตัวภายหลังมันก็สายเกินแก้ตัวใหม่ กลายเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงใจ "ไทป์เก้า"
เท่าที่อ่านดู ฉันว่าระดับนี้มันเป็นระดับที่เสื่อมสุดของไทป์ 9 ก่อนจะหลุดไปสู่โรคจิตแล้ว เพราะระดับแปดของไทป์ 9 อธิบายได้ว่า "พวกเขาหวาดกลัวความวิตกกังวลมาก จนมีพัฒนาการถอยกลับไปเป็นทารก หรือกลายเป็นคนความจำเสื่อม เพื่อตัดตัวเองออกจากโลกความจริงอย่างสมบูรณ์" "บางทีพวกเขาอาจสูญเสียแขนขาไป แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้สูญเสีย" << โอ้ย มันใช่คนปกติอยู่รึเปล่าเนี่ย
ข้อความอีกนิดหน่อยของไทป์ 9 ระดับแปด ที่ฉันคิดว่าตัวเองก็แหย่เท้าเข้าไปหน่อยนึง
ระดับแปด " หุ่นกระป๋องไร้ชีวิต"
"ไทป์เก้า" เต็มไปด้วยความโกรธแค้นคนรอบข้าง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว เพราะการปล่อยให้ความโกรธพุ่งพล่านออกมาเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับ "ไทป์เก้า" มันทำร้ายความรู้สึกสงบของจิตใจที่พวกเขาปรารถนา แต่อาการโกรธพูมพายเป็นระยะ ๆก็มีให้เห็นเป็นระยะ ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกเหนือจากอาการอิสทีเรียที่ "ไทป์เก้า" มีไว้หลีกหนีความเป็นจริงแล้ว พวกเขายังต้องหลีกหนีตัวเองอีกด้วย เพราะความกังวลใจที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวกำลังทำลายความสงบในใจเขา ชีวิตเป็นเหมือนฝันร้ายที่ "ไทป์เก้า" ได้แต่หวังว่าสักวันจะตื่น
ชีวิตเป็นเหมือนฝันร้ายที่ "ไทป์เก้า" ได้แต่หวังว่าสักวันจะตื่น << เวลาเฟลชีวิตจะคิดอย่างนี้จริงๆ โด๊น ;_;
ระดับเก้า "ผี ผู้หลีกหนีตัวเอง" (โว้ย! เลิกตั้งชื่อน่ากลัวซะทีได้ไหม) ยกบางข้อความที่จี๊ดใจมา
"ถ้าหากเขาเคยได้รับความรุนแรงในวัยเด็กพวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการสับสนทางบุคลิกมาก พวกเขามีหลายบุคลิกในตัวเอง เพื่อต่อสู้กับความขัดแย้งในจิตใจ และพยายามสร้างตัวตนขึ้นจากความขัดแยังนั้น ความฝัน ภวังค์ และอาการทางอารมณ์หลากหลาย ผ่านเข้ามาและผ่านไป ราวกับว่าตัวตนของเขาได้แตกสลายไปแล้ว เหลือแต่เศษเสียวของบุคลิกต่างๆที่มาแทนที่เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวต่อไป"
'ราวกับว่าตัวตนของเขาได้แตกสลายไปแล้ว' นี่ฉันอ่านสำนวนนิยายของมุราคามิอยู่รึเปล่าฟะเนี่ย
แต่ยังคิดอยู่ สังเกตตัวเองมาตั้งแต่อายุ 17 ถึงตอนนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ชอบตัวเองมากๆคือ เวลาเราคุยกับใคร เราจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเขาคนนั้น ทั้งวิธีการพูด ทั้งวิธีคิด ...เพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนนั้นๆได้น่ะ เออ ตกใจเหมือนกันที่เขาตีความไปลึกถึงคำว่า 'ตัวตนของเราได้แตกสลายไปแล้ว' ก็เลยเป็นอย่างนั้น เอ้ย แรง!
พอมาอ่านอะไรในนี้แล้วรู้สึก ไอ้สิ่งที่ฉันเป็นหลายๆอย่างนี่มันน่ากลัวกว่าที่คิดแฮะ แงงงงงงงงงง วิตกจริตเลย 
กรณีศึกษาคนประเภทไทป์ 9 ตัวฉันเป็นตัวอย่าง ฉันรู้สึกสังเกตตัวเองว่า เป็นลูกคนเล็กว่ะ ตอนเด็กๆเป็นคนที่กลัวโดนเกลียดมาก เลยพยายามทำให้ไม่ถูกเกลียด อยากเอาใจคนอื่น จนลืมตัวของตัวเอง เวลาคุยกับใคร จะอินความรู้สึกคนคนนั้นเหมือนเราเป็นคนเดียวกับเขา คิดในแบบเขา คิดว่าคำพูดไหนที่จะทำให้เขาสบายใจ แบบไหนเขาจะชอบใจ ตอนเด็กเป็นเด็กเชื่อฟังแม่ยิ่งนัก ฮ๋าๆ
แต่พอทำไปมากๆ เริ่มหาตัวเองไม่เจอ ความรู้สึกแบบนี้มันว่างเปล่านิดนึง แล้วก่อนหน้านี้อาใจคนอื่นมากเกินไป จนช่วงหลังๆเริ่มมีความรู้สึกว่า เบื่อ เหนื่อย ไม่อยากเอาใจใครแล้ว เลยกลายเป็นหันหน้าหนีทุกคนไปเลย พอหันหน้าหนีไปแล้ว ก็เริ่มรู้สึกตัวเองไร้ค่านิดๆ แปลกแยกหน่อยๆ ทำไมทำอะไรก็ไม่สนุก ชีวิตหาความสุขยากขึ้น พอใจยาก รู้สึกไม่มีเพื่อน ไม่สนิทใจกับใคร ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่มีตัวตน หลีกหนีคนอื่น เหม่อลอย
จนพอมีคนมายุ่มย่ามควบคุมชีวิต จะรู้สึกโกรธมาก เพราะคิดว่าตัวเองไม่เคยไปควบคุมใคร พยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างหนักหน่วงอย่างที่คนอื่นเป็นอย่างนั้นตลอด (ประมาณว่าชอบสปอล์ยชาวบ้าน เก็บกดตัวเองแล้ว ปฏิบัติกับเขาแอส จัส เดอะ เวย์ ยู อาร์ ดูผ้าขี้ริ้วเอามาก) พร้อมไปกับรักษาระยะห่างด้วย ดังนั้นไม่มีสิทธิ์มาควบคุมเรา มาปรับเปลี่ยนเรา มาตำหนิความเป็นเรา เอาอุดมคติของเขามาใส่เรา จะโกรธมาก โทษชาวบ้าน ด่าชาวบ้าน (เคยแสดงความหยาบคายในบล็อกนี้ก็หลายที จะว่าไป) แล้วมาเสียใจทีหลังว่า เออ ไม่ใช่ความผิดเขาสักหน่อย ฉันมันเลวที่โทษเขา เอาเข้าไป
เวลาฉันด่าชาวบ้านมันจะน่าเกลียดมากเลยเธอ คือฉันจะเก็บทุกสิ่งที่เขาทำกับฉันอย่างไม่ทันคิดร้ายอะไร แต่ฉันเก็บเอามาแค้นเขา เอามาตีความ บ้าๆบอๆสารพัด น่าอายนัก นิสัยไม่ดี
ฉันน่าเตะเพราะเวลาตกอยู่ในปัญหากับคนอื่น ชาวบ้านเอาผิดกับฉันไม่ได้ เพราะฉันมักจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ แต่ฉันถูกอย่างไม่เป็นธรรมกับคนอื่น เช่นอ้างสิทธิว่าฉันมีสิทธิทำอย่างนั้นอย่างนี้ เธออย่ามายุ่งได้ไหม บลาๆ ทั้งที่เขาอาจยุ่งด้วยใจหวังดี กลายเป็นว่าเขาสะเออะซะงั้น ชาวบ้านจะเอือมฉัน มักจะจบที่ เออกูสะเออะเอง ต่อจากนี้จะปล่อยมึงไปละ
เพราะงั้นถึงจะชอบทำตัวน่าเตะ แต่ที่จริงในอารมณ์ขั้นปกติ ฉันไม่ค่อยคิดร้ายกับใครจริงๆนะ เชื่อดิ้ T_T บางคนโดนฉันเหวี่ยงใส่ไปทีก็จะระแวงว่าที่ผ่านมาฉันทำดี พยายามเข้าอกเข้าใจ แต่ในใจแอบด่าอยู่นั้น ไม่จริงเลย
เวลาปกติปรารถนาดีกับคนอื่นจริงๆ แต่เวลาไม่พอใจ จะเป็นอีกอย่าง
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะรักษาระดับเสื่อมของคนลักษณะอย่างฉันได้ แต่เวลามีปัญหาก็สำรวจตัวเองกันดีๆ เพื่อเข้าใจตัวเอง ไม่หมกมุ่นดักดานอยู่ว่าทำไมตูเป็นคนเลวอย่างนี้วะ ทำไมชีวิตแย่ยังงี้ ทำไมโลกโหดร้ายอย่างนี้ ทำไมคนอื่นทำกับเราแบบนี้ ทุกอย่างพังทลาย ทุกข์โศกแบบไร้สติ ...อุปนิสัยทุกรูปแบบมีด้านดีและด้านเลว นะจ๊ะ ความคิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ต้องตามความคิดตัวเองให้ทัน
แล้วพอเราเริ่มเสื่อมเมื่อไหร่ ถ้ารู้จักตัวเองแล้วรู้ทันควบคุมมันได้ ฉันว่ามันเป็นวิธีใช้ชีวิตที่เริ่มฉลาดขึ้นดี ฉันก็จะพยายาม
เพิ่งซื้อมา ชอบทั้งอัลบั้มเลย
เป็นวงที่มีเมโลดี้ที่ให้ความรู้สึกนอสทาลเจีย ฟังแล้วมันให้ความรู้สึกหวนหาอะไรสักอย่าง ชอบ แอดดิก
ปล. ชอบ Ewery ด้วย
#1 By pronua on 2009-10-19 20:18