Magical Girl

posted on 07 Nov 2015 13:20 by roxetta in Movie directory Entertainment

 

หวัดดี

ด้วยความติ่งสเปนเราเลยแหกคุกออกไปดูหนังสเปนจนได้

 

ดูเรื่อง Magical Girl มา ด้วยความลังเลนะ เพราะตอนดูตัวอย่างก็คิดไว้ว่าน่าจะเป็นหนังที่ดูยาก จนไปแนวสะเทือนขวัญ ...เราดูหนังจิตตกไม่ค่อยได้ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยจองตั๋วไปดู

 

 

แต่ปรากฎว่าเป็นหนังที่ดูสนุกกว่าที่คิด ดูง่าย (แต่ก็ยังสะเทือนขวัญอยู่ดี)

ไม่อยากจะให้ข้อมูลอะไรเพราะเวลาเราดูหนังเราไม่ชอบสืบข้อมูล แต่มีอะไรประทับใจหลายอย่างขอพูดถึงทีละแง่มุม

 

แง่ filmography ศาสตร์ของการดำเนินเรื่องอะนะ

รู้สึกว่าเหมือนได้ดู The Skin I Live In อีกรอบ แล้วมันก็ทำให้เสพย์ติดหนังที่มีการดำเนินเรื่องแบบนี้เข้าแล้วจริงๆ เราไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่การเขียนบทการดำเนินเรื่องกระจัดกระจายแล้วค่อยๆชักนำให้คนดูปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันเหมือนการต่อภาพจิ๊กซอว์ มันทำให้เราสนุกไปกับหนังเหมือนการเล่นเกมนักสืบ สนุกมากๆ ในแง่นี้ เราไม่สามารถเดาได้เรื่องราวจะพาไปทางไหนต่อไป

เราชอบที่หนังเริ่มต้นด้วยความใส ความน่ารัก คือเราดูหน้าหนังมาแล้วระแวงเลยว่าหนังจะดูยาก หนัก โรคจิตสะเทือนขวัญแน่นอน หน้าหนังยังกะหนังผีอะ เราขวัญอ่อน แต่พอไปดูกลับเริ่มต้นด้วยความผ่อนคลาย ความใส ภาพสวยๆ ที่พอให้ยิ้มให้หัวเราะได้บ้าง ก่อนจะค่อยๆชักจูงเพิ่มเลเวลให้หนักขึ้นไปเรื่อยๆ - สปอล์ย - ให้บ้าขึ้นๆ เย็นชาลง เร้าให้โหดขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละสเต็ป ไม่ว่าจะ stage ของเรื่องราว หรือบทพูดที่สะเทือนต่อจิตใจคน ดูมากขึ้นๆ จนสุดท้ายแม่งดาร์กสุดขั้วหัวจิตเลย อันนี้ทำได้น่าทึ่งสุดๆ

เราชอบนะ เรารู้สึกว่ามันต้องเป็นพรสวรรค์ เพราะการจะสร้างบรรยากาศเล่นกับความรู้สึกคนได้ละมุนละม่อมขนาดนี้ นึกไม่ออกถ้าเราเป็นคนทำหนังเราจะทำได้อย่างไร แม้แต่ตอนจบจุกๆก็ยังอยากจะร้องไห้ออกมา คือในการเล่าเรื่องอย่างเย็นชาแต่มันก็ยังมีด้าน emotional ที่สวยงามอยู่เล็กน้อย เพลงประกอบก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

แง่ของคาแรคเตอร์

เออ เราชอบตัวละครเรื่องนี้มากอะ ค่อนข้างจัดจ้านในความละมุน อย่างบอกไม่ถูก เป็นคนธรรมดาที่ค่อนข้างบ้า ในความบ้าก็มีความธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงทุกห้วงอารมณ์ ไม่ใช่บ้าซะจนเราแปลกใจกับสิ่งที่พวกเขาทำ ตัวละครค่อนข้างเซอร์เรียลแต่ไม่สุดโต่ง ทุกตัวจะไร้การแสดงออกถึงความรู้สึกเชิงลึกแบบเล่นใหญ่ แต่ก็มีเสน่ห์ร้ายกาจทุกตัว

ทุกตัวละครจะมีความร้ายและมีความดีแบบที่จะพูดว่า "กลมดี" ก็ไม่ใช่ เรียกได้ว่า "ปนเปสับสนมั่วซั่วดี" จะตรงใจกว่า ป่วยดี แต่ก็มนุษย์ดี มีความน่าเกลียดน่าชังจนอยากจะเบือนหน้าหนี แต่มีความงามความดีแทรกอยู่ในเนื้อเล็กๆ ให้รู้สึกภาพนั้นยังสวย ยังพอน่าดู อดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักทุกตัวละคร สร้างคาแรคเตอร์ได้จัดจ้านแต่ก็ยังเป็นธรรมชาติดี


แง่ของสัญลักษณ์

-Part นี้สปอล์ยเต็ม- ถ้าอยากลองหามาดูจงข้ามไป

- จิ๊กซอว์ที่ลุงดาเมียนต่อแล้วหายไปตัวนึง ตัวที่ลูอีสเจอที่พื้นหน้าบ้านบาร์บาร่า

เป็นไปได้ไหมที่บาร์บาร่าเหมือนจิ๊กซอว์ที่ไม่มีวันหาเจอของดาเมียน ชีวิตเกือบจะ "ปกติ" ครบเต็ม แต่มีบาร์บาร่า
เหมือนทำให้จิ๊กซอว์ชิ้นนั้นหายไปจากชีวิตดาเมียน และเขาก็กลับไปทำลายชีวิตตัวเองอีกครั้ง เพราะถึงไม่
ทำลาย ก็ไม่มีวันสมบูรณ์ต่อไปอยู่ดี ...หรือจิ๊กซอว์จะเป็นสิ่งที่ดาเมียนไม่มีวันได้มาแต่มันกลับไปอยู่ในมือของลูอิสอย่างง่ายดาย

- เพลงที่บาร์บาร่าฟังนั้นฟังก่อนที่จะโทรหาดาเมียน เป็นเพลงเดียวกันกับที่ดาเมียนฟังเมื่อนึกถึงบาร์บาร่า
เพลงบอกเล่าถึงอารมณ์อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพูดว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

- เราชอบตอนที่ลูอีสที่เอาแต่พูด "ขอโทษ ผมเสียใจ" "ขอบคุณ" กับบาร์บาร่าตลอด เมื่อถึงครั้งที่พูดคำร้ายกาจ
เช่น "ที่ฉันพูดว่าไม่รังเกียจเธอตอนนั้น เพราะฉันสมเพชเธอ" เราว่ามันเป็นบทที่ค่อนข้างตบหน้าคนดู แล้วยก
ระดับหนังให้กลายเป็นหนังดาร์กขึ้นมาตั้งแต่คำนั้นเป็นต้นไปเลยจริงๆ

- เราจะไม่เชื่อเลยที่บาร์บาร่าบอกว่าตัวเองเป็นคนร้ายกาจ เราคนดูได้แต่คิดว่าหล่อนก็เป็นบ้าๆบอๆอะไรของหล่อนนั่นแหละ ยังไงก็ได้แต่เป็นเหยื่อคนอื่นตลอดเวลา จนกระทั่งฉากที่หล่อนเปิดการ์ดผู้พิทักษ์ของหล่อนนั่นแหละ ฮ่าๆๆ แต่ถ้ามองอย่างยุติธรรม บาร์บาร่าเป็นผู้หญิงโลกส่วนตัวสูง (เพราะป่วยทางจิตอะ) ที่มีความสนุก มีอารมณ์ขันร้ายกาจในโลกส่วนตัวในมุมของเธอเพียงลำพัง

- คนดูจะรู้ตั้งแต่ช่วงแรกของหนังเลยว่าหากไม่ไปบ้าตามหาสิ่งอัศจรรย์ยิ่งใหญ่เสียก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดของอ
ลิเซียก็คือมีพ่ออยู่ข้างกายในทุกๆวัน แต่โลกก็ดำเนินไปโดยที่อลิเซียได้แต่มองพ่อเดินไปมา พ่อไม่มองหน้าลูก
ไม่เผชิญกับลูก ได้แต่อ่าน sign หรือแอบฟังลูกร้องไห้ แทนที่จะเข้าไปถามไถ่หรือกอด ลูอีสกลับเลือกที่จะแอบทำเพื่อลูกมากมายทั้งที่ปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพัง


สุดท้าย
แง่สะท้อนสังคม

ด้วยความที่หนังค่อนข้างเดินเรื่องได้ดูปัจเจกมากๆ เราก็ไม่คิดหรอกว่าจะมีแง่นี้ จนกระทั่งหนังพยายามยัดเวิร์ดคำว่าประเทศสเปนเข้ามามากมาย พูดถึงสเปนบ่อยซะจนเราคิดว่ามันต้องพยายามสะกิดเรายิกๆ เพื่อจะบอกอะไรเราสักอย่าง

ไม่ว่าจะเรื่องหนังสือรัฐธรรมนูญที่ไม่มีคนอ่าน บทสนทนาเรื่องการสู้กระทิง หรือแม้แต่เรื่องบอล เรากลับมาคิดใหม่ว่าหรือทั้งเรื่องอยากจะบอกอะไรเกี่ยวกับสังคมสเปนในเชิงสัญลักษณ์หรือเปล่า เราบอกตรงๆว่าถ้าให้เราเดามันก็ได้ แต่มันจะมั่ว เพราะเราไม่ใช่คนสเปน เราไม่รู้หรอก ฮาๆ

จะเป็นไปได้มั้ยที่อลิเซียเป็นเสมือนเยาวชนรุ่นเด็กในสเปน มีผู้ปกครองที่เอาใจใส่จะตามหาวัตถุมาหนุนจิตใจลูกตัวเอง ทั้งๆที่กำลังตัวเองไม่มีงานจะทำเหมือนวิกฤติสเปนอยู่ตอนนี้

เป็นไปได้ไหมว่าหลังประตูบ้านโอลิเวอร์ก็คือธุรกิจมืดที่ยังคงเงียบสนิทไกลหูไกลตาผู้คนตลอดไป หนังสือรัฐธรรมนูญที่ไม่มีใครอ่านแต่ใช้เป็นเครื่องมือยื่นเงินสกปรกให้แก่กันหรือเปล่า? อันนี้ก็แล้วแต่ความจีรนันท์จะมโนแจ่มตีความยังไงก็ว่ากันไป เราไม่ถนัดเรื่องวิเคราะห์สังคมอะ

อย่างน้อยๆ ตอนที่พูดถึงเรื่องสู้กระทิง หรือเรื่องบอล ก็ยังมีวิจารณ์บริบทสังคมสเปนโต้งๆมันในบทนั่นแหละ

 

เราจำประโยคเป๊ะๆไม่ได้นะ

"ไม่ว่าสเปนจะตัดสินใจยังไงในทุกสงคราม 2+2 ก็ยังเท่ากับ 4 อยู่ดี" ดาเมียนพูด

 

"คุณชอบดูสู้กระทิงมั้ย"

"จริงๆก็ไม่ชอบ"

"ผมก็เหมือนกัน แปลกดีที่ไม่มีใครชอบ แต่สู้กระทิงกลับเป็นกีฬาที่ฮิตในสเปน..."

ตัวละครโอลิเวอร์อธิบายว่าการสู้กระทิงเป็นเรื่องของอารมณ์ สเปนเป็นประเทศที่สับสนทางเพศ เอ้ย สับสนตัวเอง อยู่ระหว่างยุโรปกับฝั่งละตินและอาหรับ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะทำตัวมีเหตุผลเป็นผู้ดียุโรป หรือจะเจ้าอารมณ์แบบบ้านๆดี (ติ่งสเปนเฮตาเลียฟังแล้วก็ฟินค่ะ 5555555 ไม่มีไรมากกกก)

สิ่งที่บทโอลิเวอร์พูด มันก็เฉลยบอกแก่นคาแรคเตอร์ของหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

 

ดาเมียนที่พยายามสร้างกรอบกักขังตัวเอง สุดท้ายก็พังตัวเองออกมาตามแต่ความรู้สึกที่สัญชาตญานดิบอันหวานหอมของชีวิตจะชักนำ

 

บาร์บาร่าที่เชื่อฟังรักบูชากราบตีนสามีแต่ก็แอบตุกติกมีเสรีภาพไปตามอำเภอใจ

 

ผัวของบาร์บาร่าที่สร้างเงื่อนไขเย็นชามากมายให้เมียทำตาม แต่ก็รักผูกพันกับเมียมากมาย

 

ลูอีสที่มีเหตุผลน่ารักในการที่จะทำเรื่องโหดร้าย

 

พล็อตเหมือนจะเต็มไปด้วยเหตุผล เหมือนจะมี story line มีที่มาที่ไปละมุนละม่อม แต่สุดท้ายแล้วก็เจ้าอารมณ์อย่างมากอยู่ดี

 

 

ถึงได้บอกว่าหนังสเปนนี่มันสเปนจริงๆ


--------------

 

ปล. ปู่ที่นั่งข้างๆเรามาคนเดียวดูเอนจอยกะเรื่องนี้ไม่น้อย อินหนังจนพูดเองเออเองอะไรอยู่คนเดียว หัวเราะใหญ่มาก "อ้อ มันเป็นงี้นี่เอง" "สุดท้ายก็ทำนี่หว่า" (พูดดังจนเราเกือบหันไปคุยกะปู่ละ นึกว่าแกชวนคุย) จนกระทั่งเรางงสุดๆ เมื่อจู่ๆ ปู่เดินออกไปในฉากเกือบสุดท้ายฉากหนึ่ง เหมือนว่าคุณปู่เขาจะไม่พอใจคอร์ของหนังเรื่องนี้ขึ้นมาซะดื้อๆอย่างนั้น 555

 

ปล. นึกว่าไม่มีอะไรจะเขียน แต่ก็จบด้วยเขียนเยอะทุกที

Comment

Comment:

Tweet